ติวสถาปัตย์ มัณฑนศิลป์ วาดเส้น นิเทศศิลป์ drawing เรียนสถาปัตย์: ไม่มีคำว่าสาย!

ไม่มีคำว่าสาย!

ถึงน้องๆหลายคนที่กำลังครุ่นคิดว่าจะเรียนตอนนี้ทันมั้ย จะสอบอยู่แล้ว แว้กกกก!!!

ม.6 แล้ว มันจะทันมั้ยเนี่ย! (สำหรับน้อง ม.4-ม.5 คงไม่น่าห่วงเท่าไรนะ^^)

พี่จะเปรียบเทียบง่ายๆให้เห็นภาพนะครับ

การสอบก็เหมือนการแข่งขันวิ่งมาราธอน

นักกีฬาที่เข้าแข่งขันนั้นมีจำนวนมากมายหลายพัน แต่คนที่จะเข้าเส้นชัยได้มีเพียงหยิบมือ
ผู้ที่มีความพร้อมที่สุด คือผู้ชนะ
คุณสมบัติของผู้ชนะคือ ร่างกายที่พร้อมกว่า ใจที่พร้อมกว่า ทักษะที่ดีกว่า

บางคนฝึกมานาน แต่ฝึกแบบเฉื่อยๆ
บางคนฝึกนานและเต็มที่กับการฝึก เก็บชั่วโมงบินของตัวเองด้วยความขยัน แต่ไม่ถูกหลัก
บางคนฝึกอย่างถูกหลัก แต่ไร้ซึ่งความขยัน
บางคนฝึกมานิดเดียว แต่ถูกหลัก และ มีความตั้งใจจริง
ส่วนบางคน perfect ฝึกมานาน ขยัน ถูกหลัก

น้องทุกคนคงทราบดีว่าคนไหนจะเข้าเส้นชัยบ้างใช่มั้ยครับ

การฝึกที่ถูกหลักคือ รู้ว่าสนามจะเป็นดินอะไรก็มุ่งฝึกไปที่ดินแบบนั้น ไม่ต้องไปฝึกทุกสภาพสนาม เพราะเราแข่งแบบเดียว
บางคนฝึกมาทุกรูปแบบก็ถือว่าเป็นผลพลอยได้ครับ ไม่เสียหาย แต่เสียดายเวลา เอาเวลาไปฝึกด้านอื่นด้วยดีกว่า

หากเปรียบกับการสอบเข้าคณะที่เกี่ยวข้องกับศิลปะแล้ว
จะเห็นว่าความพร้อมนั้นอยู่ที่การฝึกฝนทั้งหมด แต่ต้องรู้ด้วยว่าข้อสอบนั้นจะมาแนวไหน ไม่จำเป็นต้องฝึกทุกแบบ
ไม่ว่าน้องจะเรียนมานานหรือเพิ่งเรียน ถ้าน้องจับจุดได้และมีคนคอยไกด์ไลน์ดี น้องก็สามารถทำได้ครับ
แต่ถ้าจะสอบเดือนหน้าแล้วเพิ่งเรียน อันนี้ก็สุดหินครับ

แต่ตอนที่พี่เรียนที่ สถาปัตย์ จุฬาฯ พี่ก็เจอเพื่อนหลายคนที่เตรียมพร้อมก่อนสอบแค่เดือนเดียวนะ
และพอเรียนจบก็ทำผลงานได้ดีกว่าหลายๆคนด้วยซ้ำ ปัจจุบันก็เก่งไปเลย

นี่เป็นสิ่งยืนยันว่าทุกคนเรียนได้ และ ไม่มีคำว่าสาย แต่หากเราเริ่มก่อนก็พร้อมกว่า หากเราเริ่มทีหลังก็ต้องฝึกให้มากกว่า
และการจะฝึกด้วยเวลาอันน้อยนิด ต้องเอาแต่เนื้อล้วนๆ ไม่เอาน้ำ ต้องมี technic พิเศษ และ เอามาใช้ให้ถูกจังหวะ
ต้องมีครูดี ต้องมีทัศนคติที่ดี ต้องคิดบวกตลอดเวลา เพราะ ไม่มีเวลาให้คิดเรื่องอื่นแล้วครับ

เมื่อเห็นเช่นนี้แล้ว ลุยครับน้อง!!! สู้!!! เกิดมาครั้งเดียว ไม่รู้ว่าชาติหน้าจะต้องเป็นแพนด้าหรือปล่าว ทำอะไรก็ทำให้สุดๆครับ!!!

..........

เพิ่มเติมหน่อยครับ เขียนเพิ่มวันที่ 15 ตุลาคม 2556

มีน้องๆ ม.6 ถามเข้ามาเยอะจริงๆครับ เรื่องที่ว่าสายไปมั้ย...ถามกันทุกปี
และพี่ก็ให้คำตอบเหมือนๆเดิมทุกที
ครั้งนี้ในส่วนที่จะเขียนเพิ่มเติมคือมุมมองต่ออนาคตครับ

น้องๆหลายคนชอบคิดว่าต้องสอบให้ได้ปีนี้ เรียนที่ไหนก็ได้ขอให้ได้เรียนก็โอเคแล้วชีวิต
ซึ่งมันก็ไม่ผิดที่จะคิดเช่นนั้น เพราะในขณะที่เราเป็นคนที่สอบไม่ติด แล้วเพื่อนๆหรือคนอื่นรอบๆตัวเรากำลังยินดีกับการเข้ามหาวิทยาลัยที่หวังไว้ หรือคนที่บ้านผิดหวังในตัวเรา ต่างๆนานา บลาๆๆๆๆๆ
มันทำให้เราไม่อยากเจอกับสถานการณ์แบบนั้น แค่คิดชีวิตก็บัดซบแล้ว
ฉะนั้นเอาละ ช่างมัน ขอให้ได้เรียนก็พอ
***ซึ่งการคิดแบบนั้นนำมาซึ่งความผิดพลาดใหญ่หลวงในชีวิตหลังรั้วมหาวิทยาลัยได้เลยนะครับ

จะขอเกริ่นในส่วนนี้ก่อนครับ เนื่องจากน้องๆทุกคนที่เข้ามาเรียนกับพวกพี่ ล้วนแล้วแต่มีความตั้งใจที่จะเป็นนักออกแบบ หรือ อย่างน้อยก็มีแว๊บนึงที่ตั้งใจ จึงได้ตัดสินใจที่จะมาหาพี่
แต่แล้วก็พบว่ากว่าตนเองจะรู้ว่าชอบอะไรมันก็ ม.6 เข้าไปแล้ว
คนอื่นๆเขาเตรียมตัวกันมาตั้งแต่ ม.4-ม.5 อย่างนี้คงแย่แน่ ...
ด้วยเหตุนี้...เลยทำให้น้องๆหลายๆคนไม่สามารถที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำได้
เพราะเวลาในการเตรียมตัวมันจำกัดมาก

จากที่พูดไปในก่อนหน้านี้ คือ สรุปแล้ว น้องๆหลายคนมองอนาคตที่ใกล้ตัวมากๆ
แค่ปีนี้ ปีหน้าจะเป็นยังไง แคร์ความรู้สึกของคนรอบข้าง (ซึ่งก็ดีนะครับ)
แต่ไม่แคร์ความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเอง และ ไม่ได้มองชีวิตหลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัยเลยแม้แต่นิด

ไม่ใช่ว่ามหาวิทยาลัยไหนดีไม่ดีอย่างไร เพราะพี่เชื่อว่าทุกที่มีข้อดีและข้อเสียในตัวเอง

แต่ถ้าน้องๆเข้าใจความจริงที่ว่า ... โลกนี้ไมยุติธรรม และ จะไม่มีทางยุติธรรมด้วย
น้องๆจะเห็นว่าต่อให้จบออกมาเก่งแค่ไหน แต่ถ้าconnection ไม่ดี หรือ Profile ไม่เด่น
โอกาสในชีวิตก็น้อยกว่าคนที่มีในสิ่งนั้น

ถ้ามองในจุดที่ว่า หากเราเป็นเจ้าของสำนักงานออกแบบแล้วต้องรับเด็กนักศึกษาเข้ามาทำงาน
เราจะเลือกใคร ระหว่าง คนที่จบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ กับ มหาวิทยาลัยที่ไม่มีชื่อเสียง
ทั้งๆที่คนที่จบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำจะมีฝีมือไม่สู้อีกคนหนึ่งก็ตามแต่ ทั้งสองคนบุคลิคดีและดูมีไหวพริบทั้งคู่ เรียกเงินเดือนเท่ากันอีกต่างหาก

เป็นใครก็ต้องเลือกตัวเลือกแรกครับ .......... มันเป็นปกติ

เพราะเค้าไม่รู้จัก ต้นตระกูลของเราไม่เคยใช้ชีวิตกับเรา เค้าก็ต้องเอาProfile ของเรามาเทียบกับอีกคนเพื่อเลือกสิ่งที่ดีที่สุดนะครับ

แล้วการที่ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำยังมีความหมายว่า คุณเป็นคนที่มีความขยันมากพอ ความตั้งใจมากพอ ตั้งแต่ตอนเรียนอยู่ในชั้นมัธยม
นี่คือตัววัดความเสมอต้นเสมอปลายของคนๆนึง อย่างง่ายที่สุด

***จากที่เขียนมาทั้งหมดจะเห็นว่า ถ้าเรามองทั้งชีวิตเราไม่ใช่แค่ภาพใกล้ๆ คือวันนี้ ปีนี้ ปีหน้า
เราจะพบว่า ต่อให้เราสอบไม่ติดปีนี้หรืออีก 2 ปี แต่ถ้าเราสามารถเข้าไปอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยชั้นนำได้
มันคือเข็มทิศของชีวิตที่เหลืออยู่นะครับ 

สังคมที่รวมคนเก่งและคนที่มีความตั้งใจไว้ด้วยกัน ย่อมน่าคบหาสมาคมอย่างแน่นอนใช่ไหมครับ
อนาคตที่เราเลือกได้ ย่อมดีกว่าอนาคตที่ไร้ทิศทางถูกไหมครับ

*** มันไม่ผิดที่เราค้นพบตัวเองช้ากว่าคนอื่น อย่างน้อยก็ยังดีกว่าชีวิตนี้ไม่เคยได้ทำในสิ่งที่รักเลยนะครับ***

***เลิกพูดได้แล้วว่าสายไปไหม ให้พูดว่าชีวิตนี้เราจะทำตามที่ตั้งใจไว้ได้สักแค่ไหนจะดีกว่า***